ห่างหายกันไปนานเหลือเกิน กับการรีวิว แนะนำ หนัง ซีรีย์ที่ควรค่าแก่การดู วันนี้ผู้เขียนขอมาแนะนำ ซีรี่ย์เกาหลีน่าดู Move to Heaven ที่แม้ว่าจะฉายมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังคงได้รับกระแสนิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในซีรีย์ที่มีความน่าสนใจ โดดเด่นทั้งเรื่องพล็อต การเดินเรื่อง ความสัมพันธ์ และแง่คิดต่างๆ ที่มีอย่างเต็มที่ การที่ผู้เขียนได้ย้อนกลับมาดูอีกครั้ง ทำให้รู้สึกว่ายังคงอยากนำเสนอความน่าสนใจของเรื่องราวนี้อีกครั้งหนึ่ง ถ้าพร้อมแล้ว เตรียมหัวใจของคุณและผ้าซับน้ำตาเอาไว้ดีๆ แล้วไปเริ่มกันเลย
เรื่องย่อ ซีรี่ย์เกาหลีน่าดู Move to Heaven อาหลานสุดขั้ว กับภารกิจส่งต่อความรู้สึกหลังความตาย

เรื่องราวที่สุดแสนจะประทับใจ ที่จะทำให้คุณอบอุ่น อิ่มเอม แม้จะมีน้ำตาแต่งแต้มบนใบหน้า นี่คือ ซีรี่ย์เกาหลี ที่ยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ Move to Heaven นั่นเอง เรื่องราวเริ่มต้นที่ตัวละครหลัก “ฮันกือรู” เด็กหนุ่มที่มีอาการ แอสเพอเกอร์ แต่กลับมีความสามารถในการจดจำบางสิ่งที่ละเอียดอ่อนเป็นเลิศ เขาและพ่อนั้นทำงานด้วยกันในบริษัทที่พ่อจัดตั้งขึ้นมาว่า Move to Heaven ว่าด้วยทีมเก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุ และพร้อมส่งเรื่องราวที่คนตายไม่ได้บอกให้กับครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง จนกระทั่งในค่ำคืนหนึ่ง “ฮันจองอู” พ่อของเขาจากไปตลอดกาล

ทนายความผู้ได้รับพินัยกรรมของผู้เป็นพ่อ ได้พาให้ “โชซังกู” ผู้เป็นน้องชาย ซึ่งสุดแสนจะเกลียดพี่ชายตัวเองเข้าไส้ มารับช่วงดูแลฮันกือรู ในฐานะหลานชายเป็นเวลา 3 เดือน ถ้าผ่านก็จะมีสิทธิ์ในการรับเงินมรดกต่างๆ ของพี่ชายที่ตายไปได้ แต่ต้องได้รับการประเมินว่าผ่านด้วย และเพราะความต้องการเงินด้วยเรื่องราวบางอย่าง เขาจึงต้องร่วมเข้าไปทำงานกับหลานชายที่นิสัยต่างกันสุดขั้ว จนกระทั่งมันได้ซึมซับให้เขานั้นได้เรียนรู้อะไรบางอย่างระหว่างการได้เข้าร่วมใช้ชีวิตกับหลานชายคนนี้ นำพามาซึ่งการคลายปมฝังใจของเขาตลอดมา ติดตามความสนุกนี้ได้ในซีรี่ย์เกาหลี Netflix
รีวิวซีรี่ย์เกาหลีน่าดู Move to Heaven ที่จะทำให้คุณอบอุ่นใจจนน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว
สิ่งแรกที่ผู้เขียนได้รู้สึก หลังจากการที่ได้รับชม Move to Heaven อีกครั้ง ที่ต้องชมเลยก็คือการวางโครงเรื่อง ที่บอกได้คำเดียวว่ามีความแปลกใหม่ ด้วยเรื่องราวของอาชีพที่ไม่ค่อยได้ถูกหยิบจับมานำเสนอมากนัก แน่นอนว่าอาการแอสเพอเกอร์นั้นมีการหยิบมาใช้ค่อนข้างดาษดื่นอยู่แล้ว แต่เมื่อเอามาผสมผสานกัน ก็ทำให้ได้รสชาติที่ค่อนข้างลึกซึ้งและละเอียดอ่อนเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องราวเองตัดสลับอารมณ์และเลี้ยงเอาไว้ได้อย่างดี บางช่วงมีความเป็น ซีรี่ย์เกาหลี ฟิน จิกหมอน แต่บางช่วงกลับพาเราดิ่งลึกลงไปในความรู้สึก หรือสถานการณ์ได้อย่างสุดขั้วเช่นกัน

ฮันกือรู หลังจากที่ต้องสูญเสียพ่อไปแล้ว เขาก็ต้องมาแบกรับภาระของอาที่ไม่เอาไหน และยังคงเกลียดพ่อของตัวเองเข้าไส้ แต่ถึงอย่างนั้น ความอ่อนโยนที่เขาได้รับการสั่งสอนมาจากผู้เป็นพ่อก็ไม่ได้ทำให้เขานั้นรู้สึกรังเกียจใดๆ เลยในตัวของคุณอา แถมยังคงคอยช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่ และแนะนำเรื่องราวในการทำงานได้เป็นอย่างดี ก่อนที่หลายๆ อย่างจะค่อยๆ ผูกโยงทั้งคู่เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะด้วยงานที่ทำ สถานการณ์ที่แตกต่างออกไป ทำให้ผู้เป็นอานั้นเริ่มรู้สึกเปลี่ยนแปลงไปในไม่ช้า ซึ่งจุดนี้ ตัวเรื่องราวทำออกมาได้ดีเหลือเกิน

แต่แม้ว่าบางส่วนจะนำเสนอความเป็น ซีรีย์เกาหลีโรแมนติก ออกมาค่อนข้างชัดเจน แต่ท้ายที่สุดแล้ว กลับมีเรื่องราวที่แสนดราม่า และค่อนข้างกินใจแทรกซึมเข้ามาได้อย่างพอดิบพอดี จังหวะเรื่องราวต่างๆ เดินไปได้อย่างสวยงาม แต่ละเคส แต่ละภารกิจ ที่ค่อยๆ วนกลับมาถึงตัวของอาหลานทั้งคู่ จนนำมาสู่ภารกิจสุดท้ายที่แสนจะเจ็บปวด ทว่ากลับจับใจอย่างที่สุด

– ด้านนักแสดง ไร้ที่ติ ทุกๆ ตัวละคร สามารถกระจายบทบาทได้ค่อนข้างชัดเจน และมีมิติของตัวละครอย่างพอดิบพอดี ไม่ว่าจะเป็นตัวละครหลัก หรือส่วนสมทบ ที่ค่อยๆ เสริมเติมแต่งเรื่องราวเข้ามา ก็ไม่ต้องมีใครแบกใคร ทุกคนสามารถนำพาตัวละครนั้นๆ ได้อย่างดีเลยทีเดียว และนักแสดงในเรื่องก็ยังคงมีผลงานอื่นๆ ที่ทำให้เราต้องตามหาดูกันเพิ่มเติมอีกด้วย เพราะเสน่ห์ที่แสนกระชากใจของทุกๆ คนที่แต่งแต้มสีสันให้เรื่องราวนั่นเอง

– พล็อตเรื่อง ผู้เขียนยังคงรู้สึกว้าวทุกๆ ครั้งที่ได้ดู การนำเสนอเกี่ยวกับงานของนักเก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุ ที่ค่อยๆ โยงใยเข้าสู่เรื่องราวที่ทั้งอบอุ่น สุข เศร้า เคล้าน้ำตา แล้ววนกลับมาที่เรื่องราวของตัวละครหลัก ปมต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นค่อนข้างพอดี ไม่มีส่วนไหนที่รู้สึกยืดยาว หรือว่าเร่งเร้าจนเกินไป เป็น 10 ตอนที่ชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

โดยสรุปแล้ว ถ้าจะให้ผู้เขียน แนะนําซีรี่ย์เกาหลี ฟินๆ สักเรื่อง ที่ครบรส หลากหลายอารมณ์แล้วละก็ Move to Heaven คือหนึ่งเรื่อง ที่สามารถส่งต่อความสนุกครบรสได้อย่างไม่ต้องคิดมากกันเลยทีเดียว เป็นเรื่องที่ไม่อยากจะให้คะแนนจริงๆ เพราะว่ามันอบอวลไปด้วยความสุขอย่างน่าประหลาด และอยากจะให้ทุกๆ คนได้ลองดูกันสักครั้งหากยังไม่ได้ดู หรือหากจะกลับไปดูอีกสักรอบ ผู้เขียนก็ยังคงมั่นใจว่า ซีรีย์เรื่องนี้จะทำให้ทุกๆ คนนั้น รู้สึกอิ่มเอมไม่ต่างจากครั้งแรกที่ดูอย่างแน่นอน เคาะคะแนนไปด้วยความสุขใจที่ 9.8/10 ครับ
อ่านบทความอื่นๆ:
