VENOM: LET THERE BE CARNAGE (2021)

     สวัสดีครับ สวัสดีทุกๆ ท่าน กับนายบ้านๆ รีวิว นักรีวิวที่ดูแบบไม่เน้นวิชาการ ไร้ทฤษฏี ไม่มีความรู้ ดูอย่างเดียว และรีวิวแบบง่ายๆ ตามประสาเพื่อนเล่าสู่เพื่อนฟัง ก็ กลับมาอีกครั้ง สำหรับหนังแนวแอนติ ฮีโร่ VENOM ซึ่งกลับมาอีกครั้งคราวนี้ในภาคต่อ อย่าง VENOM: LET THERE BE CARNAGE ซึ่งถ้าทุกๆ ท่านได้อ่านรีวิของผมจากการรีวิว ทีมพลีชีพมหาวายร้าย ภาค 2 ไปแล้ว เรื่องนั้น ผมบอกค่อนข้างชัดเจนเลยว่า เป็นภาคต่อที่ได้รับการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ที่หนักแน่นมากขึ้นเป็นเท่าตัวเลยครับ

 

     แต่สำหรับ VENOM: LET THERE BE CARNAGE ในครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ที่ไม่ได้มีการเอารัดอาเปรียบกันแล้ว เพราะว่าศัตรูตัวใหม่ คืออีก 1 ปีศาจปรสิตที่มีนามว่า คาเนจ ดังนั้นแล้ว เมื่อมีปีศาจสองตัวอยู่ร่วมกัน จะไม่มีทางที่จะมาเป็น VENOM เหมือนกันไม่ได้ ติดตามความน่าสนใจในรีวิวได้เลยครับผมม

เรื่องย่อ VENOM: LET THERE BE CARNAGE  การปะทะที่หนักข้อกว่าเดิม

VENOM: LET THERE BE CARNAGE

     ก่อนอื่นผมต้องบอกเลยนะครับ ว่า VENOM: LET THERE BE CARNAGE นั้น เป็นภาคต่อที่สามารถเรียกได้ว่า ต่อเนื่องกันแบบจะๆ โจ้งๆ เลยครับ แทบจะไม่ได้ปูเรื่องราวใดๆ นำร่องมาก่อนเลย ฉะนั้นแล้ว การที่คุณจู่ๆ จะมาดูภาคสองเลย เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะคุณแทบจะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุใดๆ เกี่ยวกับตัวละครหลักเลย แบบไม่รู้จริงๆ จะมีแค่เพียงคนๆ หนึ่ง ที่มีปรสิตสิงอยู่ในร่างกาย และใช้ชีวิตร่วมกัน แค่นั้นเลย ดังนั้น คุณควรจะเริ่มต้นดูที่ภาคแรกก่อน แต่ถ้าไม่…ผมเอาเรื่องย่อของภาคแรกมาฝากกัน ก่อนที่จะไปยัง VENOM: LET THERE BE CARNAGE ครับผม

 

     สำหรับภาคแรกเป็นเรื่องราวของนักข่าวหนุ่ม นามว่า เอ๊ดดี้ บร็อก ที่ตั้งใจจะทำข่าวเพื่อทำลายนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่ชื่อว่า คาร์ลตัน เครก เขาพยามที่จะจับอีกฝ่ายมาเป็นเวลานานหลายปีจนเข้าขั้นไม่สนใจสิ่งอื่นใดๆเลย และนั่นมันก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้ชีวิตรักของเขานั้นค่อนข้างล้มเหลว และด้วยการที่ต้องเอาตัวเข้าไปพัวพันกับคาร์ลตัน เครก นั้นหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ

VENOM: LET THERE BE CARNAGE

     ทำให้เขาถูกปีสิต เอเลี่ยน หรืออะไรสักอย่างซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานของเครกเข้าสิงสู่กัดกินร่าง แต่ในทางกลับกัน การถูกสิงสู่หรือแทรกซึมครั้งนี้กลับทำให้เขานั้นเต็มไปด้วยพละกำลังอย่างน่าแปลกประหลาด แต่ปีศาจตนนั้นก็ดันดื้อแพ่ง ดังนั้นการจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในเป้าหมายของแต่ละคนนั้นมันก็ต้องอาศัยการเรียนรู้กันไป แต่ด้วยความเข้าอกเข้าใจ ทำให้ทั้งสองเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ 

     ทีนี้เรามาต่อกันที่เรื่องย่อของ เวน่อมภาค 2 กันบ้างละครับ จากเหตุการณ์ข้างต้น เอ็ดดี้ก็ยังคงใช้ชีวิตเป็นนักข่าวเหมือนเดิม แต่ว่าชีวิตของเขาที่มีเวน่อมอยู่ร่วมด้วยในร่างกายนั้นเริ่มเข้ากันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ภาคนี้เป็นคราวของเอ๊ดดี้ ที่ต้องเดินทางไปทำข่าวเกี่ยวกับตัวของฆาตกรสุดโหด ที่เขาก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องชื่อว่า คาซาดี้ ซึ่งเขานั้นถูกตัดสินโทษให้ประหารชีวิต แต่แล้วเรื่องราวก็ไม่ได้ราบลื่น เมื่อจู่ๆ คาซาดี้ก็พุ่งเข้าจู่โจมทำร้ายร่างกายของเอ๊ดดี้ และได้กินเลือดของเขา จนทำให้เขาได้รับส่วนแบ่งจากตัวของเวน่อมไปด้วย 

VENOM: LET THERE BE CARNAGE

    ก่อกำเนิดเป็นอีกเสี้ยวหนึ่งของเวน่อมที่ทำให้ตัวของคาซาดี้นั้นมีพลังไม่ได้ต่างจากเอ๊ดดี้เลย มันเข้าสู่ร่างกายคาซาดี้และช่วยเขาให้แหกคุกออกมา…งานนี้ เอ๊ดดี้และเวน่อม ต้องร่วมมือกันแก้ไขเรื่องราวที่เกิดขึ้น สำหรับ VENOM 2 ก็เรียกได้ว่าอยู่ดีไม่ว่าดีจริงๆ ครับ กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตที่นำมาสู่การทวงคืนตำแหน่งอสูรปรสิต…ไม่มีวันฟามรักกันไม่ได้แน่นอนครับงานนี้

รีวิว VENOM: LET THERE BE CARNAGE สนุกไหม ?

VENOM: LET THERE BE CARNAGE

     เอาตามความรู้สึกเลยนะครับ สำหรับภาคต่อ VENOM: LET THERE BE CARNAGE  นี้ อย่างที่บอกว่า มันเหมือน อาฟเอตร์ เทส จากภาคแรกมากกว่าครับ คล้ายๆ กับการจิบกาแฟ แล้วหลงเหลือกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ตอนที่เรื่องราวค่อยๆ นำเสนอ หลังจากการเริ่มเข้าใจกันได้แล้ว เหมือนในตัวอย่างที่ปล่อยออกมา ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิตร่วมกัน การเรียนรู้ในรูปแบบการอยู่ด้วยกัน ความคิดที่ต่างคนต่างค่อยๆ จูนปรับเข้าด้วยกันอย่างชัดเจนมากขึ้น 

 

     เราจะค่อยๆ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงกับการโบ๊ะบ๊ะรัวมุกใส่อยู่เรื่อย ๆ จนได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทุกๆ อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นแต่ก็นั่นแหละครับ แม้ว่าฉากบู๊ต่างๆ ในเรื่องนี้จะยังคงค่อนข้างหวือหวาและชัดเจนเหมือนเดิม ประทับใจเหมือนเดิม ทว่าจุดหลักของเรื่อง พ้อยน์มันดันอยู่ที่เรื่องของความสัมพันธ์เป็นหลัก การดำเนินเรื่องต่างๆ จึง…ขออนุญาตย้ำว่า VENOM: LET THERE BE CARNAGE ยังไม่สามารถสร้างอิมแพ็คได้มากเท่ากับภาคแรก

VENOM: LET THERE BE CARNAGE

     ถ้าว่าด้วยความเป็น หนังแอคชั่น ครับดังนั้น พอเรื่องราวค่อยๆ เบนไปในทิศทางของตัวเอ็ดดี้เป็นหลัก ตัวคาเนจ กับคาซาดี้ที่ควรจะมีผลต่อเรื่องราวมากกว่านี้ ดันกลายเป็นเหมือนจางๆ ไปเสียหน่อยจนรู้สึกแอบเสียดาย ถ้าหากว่า สามารถสร้างความหวาดหวั่น หรือเพิ่มมิติเรื่องราวให้ตัวร้ายอย่างคาร์เนจเพิ่มขึ้นอีกสักเล็กน้อย ผมว่าเรื่องมันจะกลมกล่อมกว่านี้ครับ อาจจะยังไม่ขนาดสมชื่อที่กล่าวถึงคาร์เนจอย่างชื่อเรื่องเท่าไหร่… 

 

     แต่ถ้าถามว่า VENOM: LET THERE BE CARNAGE สนุกไหม ผมก็ต้องบอกตรงๆ ว่าสนุกครับ สนุกตามแบบหนังฮีโร่ที่ดูไม่ยากเข้าใจไม่ยาก เด็กๆ เองก็สามารถเข้าใจเรื่องราวนี้ได้ แม้ว่ามันจะโหดเลือดสาดก็ตามทีครับ เมนหลักสามารถทำให้สามารถดูได้อย่างเพลินๆ ก็ไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจเท่าไหร่ครับผม

ความรู้สึกหลังดู VENOM: LET THERE BE CARNAGE

    ไม่ถึงขนาดว่าไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว้าวจนเรียกได้ว่าชอบครับผม ดังนั้นแล้ว หากเอาแค่ 2 ภาคมาเทียบกันแล้วยังทำคะแนนไปจากผมไม่ได้เท่ากับ VENOM 1 ครับผม ดังนั้นแล้ว ผมให้คะแนนภาคแรกไว้ที่ 8.5 สำหรับ VENOM: LET THERE BE CARNAGE ผมเคาะไปที่ 7.5 ครับผม เรื่องแบบนี้นานาจิตตังนะครับ อย่าเชื่อผมจนกว่าจะได้ดูเอง อ่านรีวิวแล้วก็ไปดูได้ครับ เพราะผมไม่ค่อยสปอยล์เนื้อหาเท่าไหร่ ไว้ดูแล้วลองมาคุยกันนะครับ พบเจอกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีครับ